หน๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝัก >> ข่าวผู้บริหาร

ข่าวผู้บริหาร
พพ.คว้ารางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2564 ระดับดีเด่น ด้านการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วมกับภาคประชาชน
ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยความสำเร็จที่ พพ.ได้รับรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2564 ในระดับดีเด่น รางวัลการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประเภทรางวัลสัมฤทธิ์ผลประชาชนมีส่วนร่วม จากโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ บ้านเปิ่งเคลิ่ง ตำบลแม่จัน อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ซึ่งในปีนี้มีผู้สมัครจำนวน 1,688 ผลงาน และได้รับการคัดเลือก 234 รางวัล ทั้งนี้ พิธีมอบรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2564 จัดในรูปแบบออนไลน์ โดยสำนักงาน ก.พ.ร. มีรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) ได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2564 . โครงการไฟฟ้าพลังงานน้ำ บ้านเปิ่งเคลิ่ง ผลิตไฟฟ้าโดยใช้กังหันน้ำขนาดเล็กจากแหล่งน้ำลำน้ำเปิ่งเคลิ่งและลำน้ำแม่ดา สามารถจ่ายไฟให้แก่หมู่บ้านทั้งหมด 380 ครัวเรือน ชุมชนมีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มโครงการและสนับสนุนแรงงานก่อสร้างระหว่างการก่อสร้าง มีคณะกรรมการโรงไฟฟ้าที่มาจากตัวแทนชาวบ้านในชุมชนทำหน้าที่ ดำเนินการ บริหารจัดการ และบำรุงรักษาสถานี อีกทั้งยังสนับสนุนให้ชุมชนอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำและป่าไม้โดยรอบ
พพ. เผยผลสำเร็จการประกวด Thailand Energy Awards 2020
พพ. เผยผลการประกวด Thailand Energy Awards ประจำปี 2020 สุดยอดรางวัลด้านพลังงานไทยระดับสากล มีผลงานส่งเข้าประกวดมากถึง 325 ผลงาน และมีผู้ได้รับรางวัล 85 ราย เกิดความคุ้มค่าทั้งด้านอนุรักษ์พลังงานและด้านพลังงานทดแทนคิดเป็นมูลค่ากว่า 3,300 ล้านบาทช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 48 ล้านตันต่อปี ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กล่าวว่า “พพ. ได้จัดประกวด Thailand Energy Awards มาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 21 ปี เพื่อยกย่องชื่นชมผู้มีผลงานโดดเด่นและส่งเสริมให้เกิดการตื่นตัวในการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานทดแทนด้วยความสมัครใจ โดยการประกวดปี 2020 มีผู้ส่งผลงาน 325 ราย ผ่านการคัดเลือกได้รับรางวัลทั้งหมด 85 ราย แบ่งเป็น ด้านพลังงานทดแทน 27 รางวัล ด้านอนุรักษ์พลังงาน 30 รางวัล ด้านพลังงานสร้างสรรค์ 5 รางวัล ด้านบุคลากร 14 รางวัล และด้านผู้ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน 9 รางวัล ซึ่ง พพ. ได้คัดเลือกผลงานที่มีความโดดเด่นเป็นผู้แทนประเทศไทย เพื่อเข้าร่วมประกวด ASEAN Energy Awards 2020 รวมทั้งสิ้น 28 ผลงาน คว้ารางวัลมาได้มากถึง 25 รางวัล ส่งผลให้ประเทศไทยยังคงเป็น อันดับ 1 ในเวทีการประกวดพลังงานอาเซียนต่อเนื่องกันถึง 11 ปี” “สำหรับการประกวดฯ ปี 2020 ผู้ส่งผลงานด้านอนุรักษ์พลังงาน ได้นำมาตรการต่างๆ อาทิ การปรับเปลี่ยนอุปกรณ์เพื่อการอนุรักษ์พลังงานในระบบปรับอากาศและแสงสว่าง ปรับปรุงกระบวนการผลิต รวมถึงคิดค้นพัฒนาและผลิตเทคโนโลยีเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน และนำระบบ IoT มาบริหารการใช้พลังงาน เป็นต้น สามารถคิดเป็นผลประหยัดพลังงานรวม 53.45 ktoe ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ถึง 0.188 ล้านตัน คิดเป็นจำนวนเงินรวมที่ประหยัดได้มากถึง 795.65 ล้านบาท ส่วนด้านพลังงานทดแทน ก็มีการใช้พลังงานสะอาดเพื่อทดแทนเชื้อเพลิงจากฟอสซิล การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ การผลิตก๊าซชีวภาพ Solid Organic Waste ทดแทนการใช้แก๊ส LPG และการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลชานอ้อย เป็นต้น ทำให้ลดการใช้พลังงานเทียบเท่าการใช้ปริมาณพลังงานที่ได้จากการเผาน้ำมันดิบลงได้ 626.67 ktoe ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ถึง 47.58 ล้านตัน คิดเป็นจำนวนรายได้/ผลประหยัดสุทธิได้ถึง 2,568.49 ล้านบาท” ดร.ประเสริฐ กล่าว โครงการ Thailand Energy Awards เป็นความร่วมมือของผู้ประกอบการทุกภาคส่วนในการพัฒนาพลังงานทดแทนและการใช้พลังงานของประเทศให้มีประสิทธิภาพ ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อนำไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) และความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งสนับสนุนเป้าหมายของประเทศที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ร้อยละ 20-25 หรือจำนวน 111-139 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี 2573 เข้าชมทำเนียบผู้ชนะการประกวด Thailand Energy Awards ได้ที่ https://www.thailandenergyaward.com/Thai/winner.php
พพ. สร้างความรู้ความเข้าใจ“โรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อศก.ฐานราก”ผ่านสื่อออนไลน์ และกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้เพื่อประชาชน
ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) วาระการประชุมครั้งที่ 2/2563 (ครั้งที่ 151) วันที่ 16 พฤศจิกายน 2563 มีมติเห็นชอบกรอบหลักการและเงื่อนไขการเปิดรับซื้อไฟฟ้าฯ โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก เนื่องจากการจัดตั้งโรงไฟฟ้าชุมชน ถือเป็นหนึ่งในนโยบายพลังงานเพื่อเศรษฐกิจฐานรากเพื่อช่วยให้ชุมชนมีรายได้จากการเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า และลดภาระค่าใช้จ่าย มีรายได้จากการจำหน่ายวัสดุทางการเกษตรเป็นเชื้อเพลิง เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างความเข้มแข็งในชุมชน ลดการย้ายถิ่นฐานของแรงงาน เกิดการจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ ก่อให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในชุมชน โดยมีเป้าหมายรับซื้อไฟฟ้าเข้าระบบไม่เกิน 150 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นเชื้อเพลิงชีวมวล 75 เมกะวัตต์ เสนอขายโครงการละไม่เกิน 6 เมกะวัตต์ และเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพ(พืชพลังงาน ผสมน้ำเสีย/ของเสีย น้อยกว่าหรือเท่ากับ 25%) 75 เมกะวัตต์ เสนอขายโครงการละไม่เกิน 3 เมกะวัตต์ ที่ผ่านมา พพ. ได้มีการดำเนินโครงการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการผลิตและการใชพลังงานทดแทน ที่มีความเหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง นอกจากสร้างความมั่นคงต้านพลังงาน ยังเป็นการช่วยส่งเสริมด้านอาชีพและรายได้ของชุมชน เกิดระบบเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืนในชุมชน พพ. จึงได้จัตทำ "โครงการสื่อสารสร้างการรับรู้ตามนโยบายส่งเสริมโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก" ขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือในการชับเคลื่อนโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก ให้บรรลุเป้าหมายตามแผนส่งเสริมพลังงานทดแทน โดยมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายที่เป็นชุมชนวิสาหกิจชุมชน ซึ่งเป็นกลุ่มสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้สามารถเข้าถึงข้อมูลองค์ความรู้ และผลประโยชน์ที่ชุมชนจะได้รับจากโรงไฟฟ้าชุมชนเกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการขับเคลื่อนโรงไฟฟ้าชุมชนให้เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพและได้รับการยอมรับจากชุมชน ด้วยเหตุนี้ การจัดทำคู่มือโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานรากในรูปแบบ e-book จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางการสื่อสาร ซึ่งเป็นเครื่องมือส่งข้อมูลด้านโรงไฟฟ้าชุมชนที่ถูกต้องไปยังประชาชนกลุ่มเป้าหมาย อาทิ ภาพรวมแนวนโยบายของโรงไฟฟ้า ฯ ประเภทของโรงไฟฟ้าชุมชน และ หลักการผลิต ตลอดจนกรอบการใช้งานโรงไฟฟ้า ฯ เป็นต้น ซึ่งคาดหวังว่า จะเป็นการช่วยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกับโครงการ ฯ และเล็งเห็นว่า โรงไฟฟ้าชุมชน จะเข้ามาช่วยให้เกิดประโยชน์รอบด้านกับชุมชน และประชาชนอย่างแท้จริง ผู้ที่สนใจ และประชาชนเป้าหมาย สามารถ คลิ๊กดาวน์โหลด e-book คู่มือโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานรากได้ที่ https://online.fliphtml5.com/vsrsk/pcfu/
พพ. รับมอบเครื่องพ่นแอลกอฮอล์ จาก SCG
ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) พร้อมด้วย นายโกมล บัวเกตุ รองอธิบดี พพ. รับมอบ เครื่องพ่นแอลกอฮอล์พร้อมขาตั้ง เพื่อใช้ในสำนักงาน จำนวน 4 ชุด จากนายจามร อินทฉาย ผู้จัดการพิธีการราชการ บริษัท ผลิตภัณฑ์และวัสดุก่อสร้าง จำกัด (SCG) เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่ยังคงแพร่ระบาดและกระจายตัวอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ณ ตึกเหลืองอาคาร 1 พพ. เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2564
การประชุม Kick Off Meeting โครงการเมืองคาร์บอนต่ำภายใต้โครงการ The APEC Low Carbon Model Town ระยะที่ 3
กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ร่วมกับ Ministry of Economy, Trade and Industry (METI) ประเทศญี่ปุ่น ดำเนินโครงการเมืองคาร์บอนต่ำภายใต้โครงการ The APEC Low Carbon Model Town ระยะที่ 3 โดยมีเทศบาลนครขอนแก่นได้รับการคัดเลือกให้เป็นพื้นที่ในการดำเนินการศึกษาของโครงการ และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก APEC Fund ทั้งนี้ โครงการฯ มีการดำเนินการใน 3 ประเทศ ได้แก่ (1) La Molina District, Lima, Peru (2) Khon Kaen Municipality, Thailand และ (3) Phu Quoc, Kien Giang Province, Viet Nam การดำเนินโครงการฯ ในระยะที่ 3 นี้มีเป้าหมายหลักในการให้ข้อเสนอแนะและพัฒนารูปแบบธุรกิจคาร์บอนต่ำที่เหมาะสมกับพื้นที่เป้าหมาย รวมถึง การให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย/มาตรการในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานจึงได้มอบหมายให้นายวัชรินทร์ บุญฤทธิ์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน เป็นผู้แทน พพ. นำทีมเจ้าหน้าที่ พพ. เข้าร่วมในการประชุม Kick Off Meeting โครงการเมืองคาร์บอนต่ำภายใต้โครงการ The APEC Low Carbon Model Town ระยะที่ 3 ร่วมกับผู้แทนเทศบาลนครขอนแก่นที่นำทีมโดยนายทัศนัย ประจวบมอญ ผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมสาธารณสุข ผ่านระบบการประชุมทางไกลผ่านจอภาพ (Video Conference) เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2564 โดยการประชุมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแผนงานและขอบเขตของการดำเนินโครงการฯ วิธีการศึกษา การเก็บรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นต่อการศึกษา ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ พร้อมทั้งเป็นการแนะนำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินโครงการฯ โดยเฉพาะทีมที่ปรึกษาโครงการฯ ซึ่งประกอบด้วย บริษัท NIKKEN SEKKIE Research Institute (NSRI) เป็น International Contractor ของโครงการใน 3 ประเทศเป้าหมาย และมีบริษัท Bright Management Consulting Co., Ltd. (BMC) เป็น Sub-Contract ที่ทำหน้าที่เป็น Local Consultant ของโครงการในประเทศไทย
พพ. จัดงานสัมมนาแถลงผลสำเร็จโครงการสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนในภาคความร้อน
นางสาวนวลจันทร์ เตชะเสริมสุขกูล รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เป็นประธานเปิดงานสัมมนาแถลงผลสำเร็จของการดำเนินงาน “โครงการสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนในภาคความร้อน” ณ ห้องประชุมแคนนา โรงแรมรามา การ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร และผ่านระบบการประชุมทางไกลผ่านจอภาพ (Video Conference) เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2564 ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นการสนับสนุนเงินลงทุนบางส่วนสำหรับติดตั้งเครื่องจักร สำหรับการผลิตและใช้พลังงานทดแทนในภาคความร้อน เพื่อผลักดันให้มีสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนในภาคความร้อนเพิ่มมากขึ้น สอดคล้องกับแผน AEDP 2018 โดยแบ่งผู้ได้รับการสนับสนุนออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มเกษตรกรที่รวมตัวกันเป็นวิสาหกิจชุมชน เพื่อดำเนินโครงการผลิตเชื้อเพลิงพลังงานทดแทน เช่น จัดตั้งโรงงานผลิตไม้สับ จัดตั้งโรงงานผลิตเชื้อเพลิง ชีวมวลอัดเม็ด เป็นต้น โดยจะสนับสนุนไม่เกินร้อยละ 80 ของเงินลงทุนแต่ไม่เกิน 3,000,000.00 บาท และ 2) กลุ่มวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์การเกษตรและผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็ก (SME) ซึ่งเป็นผู้ใช้เชื้อเพลิงพลังงานทดแทน เช่น การเปลี่ยนหัวเผาที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลไปเป็นหัวเผาที่ใช้เชื้อเพลิงชีวมวลในหม้อไอน้ำ หรือใช้ในระบบอบแห้งต่าง ๆ เป็นต้น โดยจะสนับสนุนไม่เกินร้อยละ 40 ของเงินลงทุนแต่ไม่เกิน 3,000,000.00 บาท รวมทั้งสองกลุ่มจำนวนไม่น้อยกว่า 50 แห่ง ผลการดำเนินโครงการฯ มีผู้เข้าร่วมโครงการกระจายอยู่ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ทั้งสิ้น 51 แห่ง เป็นกลุ่มผู้ผลิตเชื้อเพลิงชีวมวล 9 แห่ง ประกอบด้วยกลุ่มผลิตไม้สับ 5 แห่ง ผลิตเปลือกมะพร้าวสับ 1 แห่ง ชีวมวลอัดเม็ด 2 แห่ง และผลิตไม้บด จำนวน 1 แห่ง ผลิตความร้อนคิดเป็นปริมาณรวม 31.99 ktoe/ปี ส่วนกลุ่มผู้ใช้เชื้อเพลิงชีวมวล มีจำนวน 42 แห่ง ได้แก่ ผู้ใช้แกลบ 4 แห่ง ใช้ไม้สับ 7 แห่ง กะลาปาล์ม 4 แห่ง ขี้เลื่อย 5 แห่ง ชีวมวลอัดเม็ด 20 แห่ง และซังข้าวโพด 2 แห่ง คิดเป็นปริมาณความร้อนรวมเท่ากับ 56.52 ktoe/ปี ผู้ผลิตและผู้ใช้มีมูลค่าการลงทุนติดตั้งเครื่องจักรรวมทั้งสิ้น 340,158,802.55 บาท ภาครัฐให้การสนับสนุน 140,001,204.00 บาท นอกจากนี้การส่งเสริมให้มีการจัดตั้งโรงงานผลิตเชื้อเพลิง ชีวมวลในโครงการนี้ สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรที่นำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาขายเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตเชื้อเพลิงชีวมวล คิดเป็นเงิน 62,207,768.42 บาท/ปี และสร้างกำไรสุทธิจากการขายเชื้อเพลิงชีวมวล ได้เท่ากับ 11,263,113.02 บาท/ปี
การประชุมคณะกรรมการองค์การเขื่อนใหญ่แห่งประเทศไทย (TNCOLD) ครั้งที่ 2
ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ให้เกียรติเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการองค์การเขื่อนใหญ่แห่งประเทศไทย (TNCOLD) ครั้งที่ 2 (1/2564) ร่วมกับผู้แทน TNCOLD จากหน่วยงานต่างๆ ประกอบด้วย กรมชลประทาน สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บริษัทปัญญาคอนซัลแตนท์ จำกัด และบริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด (มหาชน) ผ่านระบบการประชุมออนไลน์ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2564 โดยที่ประชุมได้หารือถึงการปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการองค์การเขื่อนใหญ่แห่งประเทศไทยให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน รวมทั้งนำเสนอร่างธรรมนูญคณะกรรมการองค์การเขื่อนใหญ่แห่งประเทศไทยเพื่อใช้เป็นหลักปฏิบัติในการบริหารและดำเนินกิจกรรมขององค์การฯ ในอนาคตต่อไป
การประชุมเปิดตัวโครงการ Supporting Southeast Asia countries to cope with climate change through policy consultation and capacity building in the area of renewable energy and energy efficiency
ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ให้เกียรติกล่าวเปิดและเข้าร่วมการประชุมเปิดตัวโครงการ Supporting Southeast Asia countries to cope with climate change through policy consultation and capacity building in the area of renewable energy and energy efficiency ร่วมกับผู้แทนจาก United Nations Industrial Development Organization (UNIDO), Korean Energy Agency (KEA), Ministry of Trade, Industry and Energy แห่งสาธารณรัฐเกาหลี สถานเอกอัครราชทูตเกาหลีประจำประเทศไทย และผู้แทน พพ. ในคณะทำงานโครงการฯ ผ่านระบบการประชุมออนไลน์ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2564 โครงการฯ นี้ UNIDO และ KEA ให้การสนับสนุนภูมิภาคอาเซียนรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการศึกษาและพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านพลังงานหมุนเวียนและอนุรักษ์พลังงานเพื่อพัฒนาพลังงานอย่างยั่งยืนโดยมีกลุ่มประเทศเป้าหมายคือประเทศไทยและมาเลเซีย ในช่วงปี 2021-2023 จะดำเนินงานในประเทศไทยซึ่งเน้นการศึกษา 2 ประเด็นหลัก คือ 1) ผลกระทบจากการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าที่มีต่ออุตสาหกรรมน้ำมันและอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพตลอด supply chain และ 2) แผนและมาตรการเพื่อการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ในภาคอุตสาหกรรม
งานบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม อดีตรองเลขาธิการพลังงานแห่งชาติ
ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) พร้อมด้วยอดีตผู้บริหาร พพ. ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ พพ. ร่วมงานบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม นายพล ทรงพงษ์ อดีตรองเลขาธิการพลังงานแห่งชาติ ณ ศาลา 14 (ศาลาสุวรรณวณิชกิจ) วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 27 – 29 พฤษภาคม 2564 โดย พพ. เป็นเจ้าภาพวันที่ 28 พฤษภาคม 2564
การประชุมหารือเพื่อรับฟังความคิดเห็นภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรของไทยเรื่อง Solar Rooftop PV
นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ได้เป็นประธานเปิดการประชุมหารือเพื่อรับฟังความคิดเห็นภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรของไทยเรื่อง Solar Rooftop PV ผ่านระบบการประชุมทางไกล สำหรับโครงการนี้ เป็นความร่วมมือระหว่าง พพ. กับ International Copper Association (ICA) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำคู่มือสำหรับการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรด้านเทคนิคของไทยเรื่อง Solar Rooftop PV ในกลุ่มผู้ออกแบบและผู้ติดตั้ง รวมทั้ง พิจารณาถึงแนวทางการออกใบรับรองให้กับผู้ผ่านการอบรมในด้านนี้ ซึ่งจะตอบสนองต่อนโยบาย/แผนงานการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนของประเทศไทย เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2564 การประชุมในครั้งนี้มีหน่วยงานจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และสมาคมที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุมฯ เช่น กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน พพ. กฟผ. การไฟฟ้านครหลวง สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี บริษัท กันกุล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) สมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ เป็นต้น และมีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะต่อร่างเนื้อหาและโครงสร้างหลักสูตรการอบรม Solar Rooftop PV ที่มีการพัฒนาและปรับปรุงขึ้น รวมถึง รับฟังข้อคิดเห็นต่อแนวความคิดในการออกใบรับรองให้กับผู้ผ่านการอบรม (National Certification Scheme) ที่ประชุมฯ ได้มีการให้ข้อเสนอแนะและข้อคิดเห็นที่หลากหลายและเป็นประโยชน์อย่างมาก อาทิ คุณสมบัติของผู้เข้ารับการฝึกอบรมควรพิจารณาแก้ไขให้มีความยืดหยุ่นมากกว่านี้ การสลับหัวข้อหลักสูตรในแต่ละวันการอบรมเพื่อให้มีความเหมาะสมกับพื้นฐานความรู้ของผู้เข้าอบรม การพิจารณาเพิ่มหัวข้อการอบรม เช่น การประเมินสมรรถนะระบบตามมาตรฐาน IEC61724 การประเมินโครงสร้างหลังคา เป็นต้น นอกจากนี้ ยังได้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การดำเนินการฝึกอบรมจากหน่วยงานที่มีการจัดทำหลักสูตรฝึกอบรม และประสบการณ์ตรงจากผู้เข้ารับการฝึกอบรม ซึ่งโครงการฯ จะนำข้อคิดเห็นทั้งหมดที่ได้รับในวันนี้ไปพิจารณาปรับปรุงเนื้อหาหลักสูตรภายใต้โครงการฯ ต่อไป
การประชุม The Energy Transition and Food Systems for Sustainable Development
นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ได้เข้าร่วมกล่าวถ้อยแถลง (Intervention) ในการประชุม The Energy Transition and Food Systems for Sustainable Development ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมหลัก The 21st IRENA Council โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมอภิปรายแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและประสบการณ์ด้านความเชื่อมโยงระหว่างพลังงานหมุนเวียนและระบบอาหารในมุมมองที่ช่วยสนับสนุนความมั่นคงด้านอาหารและการเร่งการเปลี่ยนผ่านทางด้านพลังงาน อันจะนำไปสู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มระดับสูงสำหรับการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์จากผู้แทนทั่วโลกในประเด็น (1) ภาครัฐและหุ้นส่วนในการพัฒนามีความพยายามที่จะสร้างความมั่นมั่นใจได้ว่าเป้าหมายในการให้ความสำคัญด้านพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น ไม่ทำให้เกิดความวิกฤติด้านอื่นๆ เช่น ความมั่นด้านพลังงาน (2) มั่นใจได้หรือไม่นโยบายและการดำเนินงานทั้งด้านพลังงานและอาหารได้ถึงนำมาพิจารณาในมุมมองด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และประโยชน์ของสังคม ที่จะได้รับจากการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนในระบบอาหาร และ (3) ความร่วมมือระหว่างประเทศช่วยอย่างไร ในด้านการใช้ประโยชน์จากแหล่งพลังงานโดยสาธารณะชนและภาคเอกชนเพื่อหาทางออกด้านพลังงานหมุนเวียน รวมทั้ง ระบบอาหารในบริบทการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2564 นายประเสริฐ ได้เน้นย้ำว่า ประเทศไทยได้ให้ความสำคัญและตระหนักถึงความเชื่อมโยงระหว่างน้ำ พลังงานและอาหาร (Water-Energy-Food Nexus) โดยผ่านการบูรณาการแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติทั้ง 3 ภาคส่วนเข้าด้วยกันอย่างรอบด้าน ภายใต้แนวคิด BCG Economy หรือ เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy) โดยเฉพาะความเชื่อมโยงระหว่างพลังงานและอาหาร โดยภาครัฐได้มีการบูรณาการระหว่างแผนในการเพิ่มประสิทธิผลของพืชพลังงานควบคู่กับแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก โดยได้ยกตัวอย่างมาตรการ/โครงการที่สำคัญ อาทิ โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก โดยมีการเปิดรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากโรงไฟฟ้าชุมชนที่ใช้เชื้อเพลิงเป็นชีวมวลและก๊าซชีวภาพ และมาตรการส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพในภาคขนส่ง ทั้งนี้ นายประเสริฐ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า นอกจากการบูรณาการแผนงานในทุกภาคส่วนตามข้างต้นแล้ว การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากต่างประเทศ ทั้งในด้านเทคโนโลยี การลงทุน รูปแบบธุรกิจต่างๆ ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ประเทศไทยได้สามารถเรียนรู้และนำมาประยุกต์ใช้ ซึ่ง พพ. ก็มีความพร้อมและยินดีที่จะสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต่างประเทศ เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยืนร่วมกันต่อไปในอนาคต
การประชุมออนไลน์เพื่อชี้แจงรายละเอียดโครงการ Renewable Energy Technologies in Cities and Urban Planning for Renewable Energy Applications in Thailand
ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เป็นประธานการประชุมออนไลน์เพื่อชี้แจงรายละเอียดโครงการ Renewable Energy Technologies in Cities and Urban Planning for Renewable Energy Applications in Thailand ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายภาษเดช หงส์ลดารมภ์ และรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นายจำรัส กังน้อย ได้ให้เกียรติเข้าร่วมการประชุม พร้อมกับพลังงานจังหวัดเชียงราย อุดรธานี และสุราษฎร์ธานี นอกจากนี้ ยังมีผู้แทนจากหน่วยงานระหว่างประเทศผู้สนับสนุนการดำเนินโครงการฯ คือ คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (Economic and Social Commission for Asia and the Pacific: ESCAP) และทบวงการพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ (International Renewable Energy Agency: IRENA) รวมทั้งคณะทำงานดำเนินโครงการฯ จากหน่วยงานภายใต้กระทรวงพลังงาน เข้าร่วมรับฟังการประชุม เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2564 โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนด้านผู้เชี่ยวชาญและงบประมาณในการดำเนินโครงการจาก ESCAP และ IRENA เพื่อจัดทำแผนที่นำทาง (Roadmap) ในการพัฒนาด้านพลังงานหมุนเวียนและการอนุรักษ์พลังงานเพื่อให้สอดรับกับแผน AEDP 2018, EEP 2018 และ SDG7 โดยการใช้เครื่องมือ NEXSTEP และ PURE ที่พัฒนาขึ้นมาจากสองหน่วยงานที่ให้การสนับสนุน และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในระดับจังหวัดให้สามารถนำเครื่องมือที่ดังกล่าวไปใช้เพื่อการจัดทำแผนงานการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนและการอนุรักษ์พลังงานในระดับจังหวัดได้อย่างเหมาะสมต่อไป สำหรับการประชุมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อชี้แจงและสร้างความเข้าใจในรายละเอียดการดำเนินโครงการ เช่น เครื่องมือ/วิธีการการดำเนินงาน แผนงาน โครงการกรณีศึกษาของประเทศต่างๆ และผลที่คาดว่าจะได้รับจากการดำเนิน เป็นต้น ในพื้นที่เป้าหมายของการดำเนินโครงการฯ ทั้ง 3 จังหวัด ประกอบด้วย เชียงราย อุดรธานี และสุราษฎร์ธานี รวมทั้งการหารือในรายละเอียดการจัดเก็บข้อมูลในช่วงการระบาดของโควิด-19 การขอความอนุเคราะห์เรื่องการเก็บข้อมูลของแต่ละพื้นที่ ซึ่งทั้ง 3 จังหวัดมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะให้ความร่วมมือในการดำเนินโครงการฯ พร้อมที่จะทำงานและประสานงานร่วมกับคณะทำงานฯ คณะที่ปรึกษาโครงการฯ และหน่วยงานในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดต่อไป โดย พพ. คาดว่า การดำเนินโครงการความร่วมมือในการศึกษาและจัดทำแผนการพัฒนาด้านพลังงานหมุนเวียนและการอนุรักษ์พลังงาน ใน 3 จังหวัดเป้าหมายครั้งนี้ จะใช้เป็นกรณีศึกษาในการศึกษาและวางแผนงานด้านการพัฒนาศักยภาพของพลังงานหมุนเวียนและการอนุรักษ์พลังงานในจังหวัดอื่นๆ ด้วยเครื่องมือที่เหมาะสมต่อไปในอนาคต
“พลังงานร่วมใจ สู้ภัยโควิด-19” ส่งมอบชุด PPE และอุปกรณ์ป้องกันทางการแพทย์ สนับสนุนการปฏิบัติงานเชิงรุกของทีมสาธารณสุขในพื้นที่ชุมชนคลองเตย
วันนี้ (13 พฤษภาคม 2564) นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานใน กิจกรรม “พลังงานร่วมใจ สู้ภัยโควิด-19” ซึ่งกระทรวงพลังงาน ร่วมกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(สำนักงาน กกพ.)และหน่วยงานราชการในสังกัดกระทรวงพลังงาน ซึ่งมีผู้บริหารระดับสูงของแต่ละหน่วยงานเข้าร่วมงาน เพื่อเป็นการส่งมอบชุด PPE และอุปกรณ์ป้องกันทางการแพทย์ ชุด PPE และอุปกรณ์อื่นๆ อาทิ น้ำยาฆ่าเชื้อ หน้ากาก Face shield และถุงมือยาง ให้กับทีมแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานเชิงรุกเร่งช่วยเหลือและตรวจคัดกรองประชาชนในพื้นที่ชุมชนคลองเตย เพื่อควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 พร้อมร่วมส่งกำลังใจให้ทีมเจ้าหน้าที่และชุมชนชาวคลองเตยให้สามารถก้าวผ่านสถานการณ์ครั้งนี้ไปให้ได้ นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค โควิด-19 ในพื้นที่ชุมชนเขตคลองเตย ซึ่งขณะนี้พบผู้ติดเชื้อรายวันและมีผู้ที่มีความเสี่ยงสูงอีกเป็นจำนวนมาก ทำให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขทั้งทีมแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ต่างๆ จำเป็นต้องเร่งปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือเชิงรุกในการตรวจคัดกรองประชาชนในพื้นที่ และส่งต่อการรักษาให้ทันเวลา เพื่อควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในพื้นที่ดังกล่าวอย่างเร่งด่วน กระทรวงพลังงานตระหนักถึงความปลอดภัยและมีความห่วงใยด้านความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน รวมถึงประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก จึงได้ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และหน่วยงานราชการในสังกัดกระทรวงพลังงาน จัดหาชุด PPE และอุปกรณ์ป้องกันทางการแพทย์ ได้แก่ ชุด PPE จำนวน 1,660 ชุด น้ำยาฆ่าเชื้อ จำนวน 40 แกลลอน หน้ากาก Face shield จำนวน 1,005 ชิ้น และถุงมือยางจำนวน 609 กล่องและอุปกรณ์อื่นๆที่เกี่ยวข้องรวมมูลค่ากว่า 800,000 บาท เพื่อส่งมอบให้กับทีมแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน ณ สำนักงานเขตคลองเตย ใช้ป้องกันความปลอดภัยในขณะปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ดังกล่าว พร้อมทั้งคาดหวังว่าสถานการณ์ครั้งนี้จะสามารถคลี่คลายไปได้ด้วยดีโดยเร็ว “กระทรวงพลังงาน หน่วยงานในสังกัด รวมทั้งข้าราชการและเจ้าหน้าที่ ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการปฏิบัติงานของทีมแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ทุกๆ ท่าน พร้อมทั้งขอส่งความห่วงใยและกำลังใจให้ประชาชนในชุมชนคลองเตยให้สามารถก้าวผ่านสถานการณ์ครั้งนี้ไปให้ได้ และขอฝากให้ประชาชนทุกท่าน เพิ่มความระมัดระวัง ใส่หน้ากากตลอดเวลา ล้างมือทุกครั้งที่สัมผัสหรือหยิบจับสิ่งของ การเว้นระยะห่างตามมาตรการสาธารณสุข และผมมีความเชื่อมั่นว่าด้วยความร่วมแรงร่วมใจของคนไทย เราจะข้ามผ่านวิกฤตโรคโควิด-19 นี้ ไปด้วยกัน” นายกุลิศ กล่าว
การประชุมเชิงปฏิบัติการ The APEC Workshop on Accommodating Disruptive Technology into RE&EE Policies for Energy Security
(29 เม.ย.64) ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ The APEC Workshop on Accommodating Disruptive Technology into RE&EE Policies for Energy Security โดยได้เน้นย้ำถึงเป้าหมายพลังงานของเอเปกเอง คือ การลดความเข้มการใช้พลังงานให้ได้ร้อยละ 45 ภายในปี ค.ศ. 2035 และเพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนให้ได้สองเท่าภายในปี 2030 พร้อมทั้งขอบคุณผู้เข้าร่วมการประชุมฯ ที่ให้ความสนใจร่วมการประชุมฯ มากกว่า 90 รายจาก 12 เขตเศรษฐกิจเอเปก แม้ว่าจะอยู่ในสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 . ทั้งนี้การประชุมฯ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29-30 เมษายน 2564 ในรูปแบบออนไลน์ มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีและการพัฒนานโยบายด้านพลังงานทดแทนและการอนุรักษ์พลังงานเพื่อรองรับ Disruptive Technologies ในภาคการผลิตและการส่งจ่ายไฟฟ้า การขนส่ง และอาคาร เพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน ซึ่งการประชุมดังกล่าวเป็นกิจกรรมภายใต้โครงการ Accommodating Disruptive Technology into RE&EE Policies for Energy Security: EWG11 2019A ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก APEC Fund ที่ พพ. ได้ร่วมดำเนินโครงการกับวิทยาลัยเศรษฐกิจและเทคโนโลยีชุมชนแห่งเอเชีย (adiCET) มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) . โดยที่ประชุมฯ ได้ให้ความสำคัญกับ Disruptive Technology ในภาคการผลิตและการส่งจ่ายไฟฟ้า ภาคการขนส่ง และภาคอาคาร ซึ่งในวันแรกเป็นการนำเสนอประสบการณ์การดำเนินงานจากวิทยากรผู้มีความเชี่ยวชาญในการดำเนินโครงการ/เทคโนโลยีด้านพลังงานหมุนเวียนและประสิทธิภาพพลังงาน เช่น โครงการแสนสิริ Block chain ของบริษัท BCPG โครงการ Peer-to-Peer Energy Trading with Net Billing/Metering in Sisaengtham Sandbox Project ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, เทคโนโลยี Pumped Hydro Energy Storage (PHES), เทคโนโลยี Battery electric storage system (BESS), เทคโนโลยี Green Hydrogen ในสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) เป็นต้น และในการประชุมวันที่สองเป็นการอภิปรายแลกเปลี่ยนประสบการณ์การดำเนินงานใน 3 ภาคส่วนหลักข้างต้น อาทิ นโยบายการส่งเสริม Waste to Energy ของเขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้า และนโยบาย R&D ของสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ในการนำของเสียอินทรีย์ (Biowaste) รูปแบบต่างๆ มาผลิตเป็นไฮโดรเจน ประเด็นเรื่อง Carbon Neutrality โดยสหรัฐอเมริกามีการกำหนดนโยบายเพื่อมุ่งสู่ Net Zero emission ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยี Carbon Capture และสำหรับเขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนมีการจัดตั้งกองทุน Green Fund เพื่อดำเนินการไปสู่ Carbon Neutrality การพัฒนาและส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของหลายเขตเศรษฐกิจเอเปก เป็นต้น
กระทรวงพลังงาน ร่วมถวายแจกันดอกไม้ และลงนามถวายพระพรสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
ข้าราชการดีเด่นประจำปี พ.ศ. 2563
เนื่องในวันข้าราชการพลเรือน (1 เมษายน 2564) กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ขอแสดงความยินดีกับข้าราชการพลเรือนดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2563 จำนวน 2 ท่าน ได้แก่ 1. นางสาวอภิรดี ธรรมมโนมัย ผู้อำนวยการกองถ่ายทอดและเผยแพร่เทคโนโลยี 2. นายพฤฒพงศ์ สาระเกษตริน นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
พพ.เยี่ยมชมเดอะ ปาร์ค อาคารมาตรฐาน LEED และ WELL เดินหน้าการพัฒนาอาคารประหยัดพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน
(1 เมษายน 64) ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) นำคณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ พพ. เยี่ยมชมอาคารประหยัดพลังงาน เดอะ ปาร์ค ซึ่งเป็นอาคารเขียวมาตรฐาน LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) และมาตรฐาน WELL (WELL Building Standard) โดยได้รับฟังบรรยายการบริหารจัดการภายในอาคาร อาทิ โมเดลการันตีสมรรถนะการทำงานระบบปรับอากาศสมัยใหม่ ,ระบบแสงสว่างอัจฉริยะ และการบริหารจัดการขยะภายในโครงการสมัยใหม่ พร้อมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับมาตรการด้านพลังงานที่น่าสนใจแก่ผู้บริหารโครงการฯ ณ อาคาร เดอะ ปาร์ค ถนนพระราม 4 ถ่ายภาพ จักรกฤต นิยมทัศน์
พพ. เดินหน้าส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน ในพื้นที่ อีอีซี
(30 มีนาคม 64) ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางความร่วมมือการสนับสนุนและส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนในพื้นที่อีอีซี โดยมีผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อร่วมกันผลักดันโครงการที่สำคัญภายใต้แผนปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน อาทิ มาตรการ Building Energy Code , การส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนในภาคอุตสาหกรรม , แนวทางการส่งเสริมการเป็น Smart Industries รวมไปถึงการส่งเสริมโครงการพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานอื่นๆให้สามารถเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ณ ห้องประชุมบุญรอด-นิธิพัฒน์ อาคาร 7 ชั้น 11 กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน
การประชุมคณะทำงานดำเนินโครงการ Renewable Energy Technologies in Cities and Urban Planning for Renewable Energy Applications in Thailand
ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เป็นประธานในการประชุมคณะทำงานดำเนินโครงการ Renewable Energy Technologies in Cities and Urban Planning for Renewable Energy Applications in Thailand ครั้งที่ 1/2564 ณ ห้องประชุมบุญรอด-นิธิพัฒน์ ชั้น 11 อาคาร 7 เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2564 โดยมีคณะทำงานเข้าร่วมการประชุม ได้แก่ พลังงานจังหวัดสุราษฎร์ธานี ผู้แทนสำนักงานส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ผู้แทนกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน ผู้แทนสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน และผู้แทน พพ. จากกองต่างๆ โดยมีพลังงานจังหวัดเชียงราย พลังงานจังหวัดอุดรธานี และผู้แทนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เข้าร่วมการประชุมฯ ในรูปแบบออนไลน์ โครงการ Renewable Energy Technologies in Cities and Urban Planning for Renewable Energy Applications in Thailand เป็นความร่วมมือระหว่าง พพ. กับทบวงการพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ (International Renewable Energy Agency: IRENA) และคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (Economic and Social Commission for Asia and the Pacific: ESCAP) เพื่อจัดทำแผนการดำเนินงานด้านพลังงานหมุนเวียนและการอนุรักษ์พลังงานในระดับจังหวัด โดยใช้เครื่องมือ National Expert SDG Tool for Energy Planning (NEXSTEP) และ Planning Platform for Urban Renewable Energy (PURE) และการประชุมครั้งนี้ ถือว่าเป็นการ Kick-Off การดำเนินโครงการฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อชี้แจงรายละเอียดโครงการฯ และแผนงานในการดำเนินโครงการฯ รวมถึง การเตรียมความพร้อมด้านข้อมูลและการประสานงานขอเข้าพบหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องเพื่อชี้แจงรายละเอียดของโครงการฯ ต่อไป ถ่ายภาพ : จักรกฤต นิยมทัศน์
กระทรวงพลังงาน ร่วม กระทรวงอุตสาหกรรม ประชุม EV ชาติ เตรียมออกมาตรการส่งเสริมกระตุ้นใช้รถ EV
เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2564 นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ ได้ร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) โดยมีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมเพื่อกำหนดทิศทางการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า ด้วยการลดการใช้รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า(EV) เพื่อก้าวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) และการเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่สำคัญของโลก นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ในปัจจุบันทั่วโลกต่างตระหนักถึงปัญหาผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่เกิดจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดก๊าซเรือนกระจก จึงทำให้หลายประเทศไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น จีน สหรัฐอเมริกา ประกาศเป้าหมายชัดเจนว่าจะลดการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ และงดการใช้รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน ดังนั้นเพื่อให้ทิศทางการดำเนินงานนโยบายด้านพลังงานของไทยสอดคล้องกับกระแสเทรนด์ของโลก จึงมีนโยบายลดการใช้รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปไปสู่การใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติในวันนี้ ที่ประชุมได้ร่วมกำหนดแผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ เนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ผ่านมาผลิตเครื่องยนต์สันดาป ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 จึงได้วางเป้าหมายการส่งเสริมการผลิตและการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) โดยคาดการณ์ว่าในปี 2568 รถยนต์ไฟฟ้าจะมีราคาเทียบเท่ากับรถยนต์สันดาป เพื่อก้าวสู่เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในการดำเนินงานขับเคลื่อนส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่สำคัญของโลก ได้มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน และกระทรวงคมนาคม ร่วมกันพิจารณาส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าประกอบด้วย รถยนต์ จักรยานยนต์ และรถบัสสาธารณะ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมทั้งในส่วนของอุปทาน (ผู้ผลิต) โดยเฉพาะการเชื่อมโยงผู้ผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่เกี่ยวเนื่องในยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงผลักดันผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ เพื่อเร่งให้เกิดการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยโดยเร็ว โดยมีเป้าหมายการใช้ยานยนต์ไฟฟ้ารวมทุกประเภทในปี 2568 รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,055,000 คัน โดยแบ่งเป็นรถยนต์/รถปิกอัพ 402,000 คัน รถจักรยานยนต์ 622,000 คัน และรถบัส/รถบรรทุก 31,000 คัน และในปี 2578 ให้เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนรวม 15,580,000 คัน แบ่งเป็นรถยนต์/รถปิกอัพ 6,400,000 คัน รถจักรยานยนต์ 8,750,000 คัน และรถบัส/รถบรรทุก 430,000 คัน และได้วางเป้าหมายการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศ ในปี 2568 จะมีจำนวนรวมทั้งสิ้น 1,051,000 คัน แบ่งเป็นรถยนต์/รถปิกอัพ 400,000 คัน รถจักรยานยนต์ 620,000 คัน และรถบัส/รถบรรทุก 31,000 คัน และในปี 2578 ให้เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนรวม 18,413,000 คัน แบ่งเป็นรถยนต์/รถปิกอัพ 8,625,000 คัน รถจักรยานยนต์ 9,330,000 คัน และรถบัส/รถบรรทุก 458,000 คัน นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้วางนโยบายการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าด้วยมาตรการระยะเร่งด่วนและมาตรการระยะ 1- 5 ปี ดังนี้ - มาตรการกระตุ้นการใช้รถ EV ระยะเร่งด่วน โดยจะมุ่งส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าทั้งประเภทสองล้อ สามล้อ และสี่ล้อไฟฟ้า โดยวางแผนจัดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ รวมทั้งส่งเสริมการจัดตั้งศูนย์ทดสอบมาตรฐานแบตเตอรี่และการบริหารจัดการซากแบตเตอรี่ที่เกิดจากการใช้งานภายในประเทศอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งมาตรการเหล่านี้ยังอยู่ในระหว่างการศึกษารายละเอียด เพื่อนำผลสรุปมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่อไป - มาตรการกระตุ้นระยะ 1-5 ปี ดำเนินการส่งเสริมการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต การเตรียมการด้านการบริหารจัดการซากรถยนต์แบตเตอรี่ที่ใช้แล้ว โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมเป็นหลักตามมาตรฐานสากล พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน (EcoSystem) เพื่อส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าพลังงานสะอาด พร้อมกันนี้ที่ประชุมยังได้พิจารณาแต่งตั้งคณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติขึ้น ได้แก่ 1.คณะอนุกรรมการส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วน 2. คณะอนุกรรมการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานและแบตเตอรี่เพื่อรองรับยานยนต์ไฟฟ้า 3.คณะอนุกรรมการประเมินผลกระทบด้านน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซเรือนกระจกจากการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า และ 4. คณะอนุกรรมการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้การส่งเสริมการผลิตและการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าดำเนินนโยบายไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล รวมทั้งเกิดการบูรณาการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยให้เป็นรูปธรรมและทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ซึ่งจะเป็นความร่วมมือกันในการเดินหน้านโยบายส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง และนำพาประเทศก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่สำคัญของโลก

หน้า : [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 ถัดไป>>

กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน เลขที่ 17 ถนนพระรามที่ 1 เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330
ติดต่อสอบถาม : Tel. 0-2223-0021-9 , 0-2223-2593-5 , 0-2222-4102-9 | Fax. 0-2225-3785 | E-mail : contact@dede.go.th 
แจ้งปัญหาการใช้งานระบบงานเว็บไซต์ Email : webmaster@dede.go.th
สงวนลิขสิทธิ์ © พ.ศ.2557 ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537