หน้าหลัก >> ข่าวผู้บริหาร

ข่าวผู้บริหาร
การประชุมคณะกรรมการบริหารการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก
นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก ครั้งที่ 1/2563 (ครั้งที่ 1) เพื่อพิจารณาหลักเกณฑ์การคัดเลือกผู้เข้าร่วมโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานรากแบบ Quick Win และการแต่งตั้งอนุกรรมการตรวจสอบประเมินคุณสมบัติและข้อเสนอขายไฟฟ้าด้านเทคนิคและด้านการให้ผลประโยชน์คืนสู่ชุมชน ณ ห้องประชุมชั้น 15 กระทรวงพลังงาน เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2562
พพ. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น (ร่าง) แผนอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2561–2580 (EEP2018) พร้อมเพิ่มการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน
นายวันชัย บรรลือสินธุ์ รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เป็นประธานเปิดการสัมมนา "เวทีรับความฟังความคิดเห็น (Public Hearing) ต่อ (ร่าง) แผนอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ.2561–2580 (Energy Efficiency Plan: EEP2018) โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป เข้าร่วม เพื่อขอรับฟังข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะต่างๆ ประกอบเป็นข้อมูล ให้ พพ. นำไปพิจารณาปรับปรุง (ร่าง) แผนอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2561-2580 (EEP2018) ดังกล่าว โดยการสัมมนาครั้งแรกจัดขึ้น ณ โรงแรมโฆษะ จ.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2562 นายวันชัย กล่าวว่า การจัดเวทีสัมมนาฯ ครั้งนี้ พพ. พร้อมเปิดกว้างให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคประชาชน ได้มีส่วนร่วมในการร่วมให้ข้อมูล และแสดงความคิดเห็นต่อ (ร่าง) แผนอนุรักษ์ พลังงาน พ.ศ. 2561-2580 (EEP2018) และ พพ. จะได้รวบรวมข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อจัดทาแผนอนุรักษ์ พลังงานที่สมบูรณ์สูงสุด และทุกภาคส่วนให้การยอมรับ โดย พพ. พร้อมจะให้ข้อมูล ข้อเท็จจริงจากการทำแผนอนุรักษ์พลังงานครั้งนี้ อย่างรอบด้าน และโปร่งใส ซึ่งหากทุกฝ่ายมีความเข้าใจ และยอมรับในการทำแผนฯ ตั้งแต่ช่วง (ร่าง) แผนนี้ การอนุรักษ์พลังงานของประเทศ ก็จะมีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์การสร้างความเข้มแข็งและความมั่นคงด้านพลังงานให้แก่ประเทศ ทั้งนี้ เป้าหมายการอนุรักษ์พลังงาน ภายใต้กรอบแผนอนุรักษ์พลังงาน ในช่วงปี พ.ศ. 2561 – 2580 มีเป้าหมายลดความเข้มการใช้พลังงานลงร้อยละ 30 ในปี 2580 หรืออีก 17 ปีข้างหน้า ซึ่งประกอบด้วยการ ลดการใช้พลังงานที่ครอบคลุมใน 5 สาขาเศรษฐกิจ ได้แก่ อุตสาหกรรม ธุรกิจการค้า บ้านอยู่อาศัย เกษตรกรรม และขนส่ง ทั้งยังมีกรอบการดำเนินงานที่สอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP2018 และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ พพ. จะได้นำเสนอข้อมูล ต่างๆ และจะเป็นเวทีการสร้างความรู้ความเข้าใจ ในร่างแผนอนุรักษ์พลังงาน ไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง และ สาธารณะชน เพื่อร่วมกันแสดงความคิดเห็นต่อไป "การจะบรรลุตามเป้าหมายของแผนอนุรักษ์พลังงานดังกล่าว จาเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับการ ยอมรับจากทุกผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ดังนั้น ทุกการแสดงความเห็นในเวที ฯ ครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ต่อการพัฒนาแผนอนุรักษ์พลังงาน ให้มีประสิทธิภาพ และสมบูรณ์ยิ่งขึ้น รวมทั้งให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานอย่างยั่งยืน” นายวันชัย กล่าว
งานสัมมนาแถลงผลสำเร็จของการดำเนินงาน “โครงการส่งเสริมการปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานความร้อน
วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 ณ ห้องค็อคบิท มีทติ้ง โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพมหานคร นายโกมล บัวเกตุ ผู้อำนวยการกองกำกับและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) เป็นประธานเปิดงานสัมมนาแถลงผลสำเร็จของการดำเนินงาน “โครงการส่งเสริมการปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานความร้อน ด้วยวิธีอุดหนุนผลประหยัด (DSM)” ซึ่งอาคารควบคุมหรือโรงงานควบคุมภาคเอกชนเป็นภาคส่วนที่มีการใช้พลังงานความร้อนในปริมาณมาก และยังมีศักยภาพในการประหยัดพลังงานสูง จึงได้ริเริ่มดำเนินโครงการ DSM ความร้อนนี้ขึ้น และจากผลการดำเนินการพบว่า มีสถานประกอบการให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก ทำให้ได้ผลประหยัดความร้อนจากการดำเนินมาตรการอนุรักษ์พลังงานหลากหลายรูปแบบอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานประกอบการทั้ง 52 แห่ง ที่สามารถดำเนินการจนเกิดผลประหยัดคิดเป็นพลังงานความร้อนถึงปีละ 86 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ คิดเป็นผลประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานถึงปีละ 566.55 ล้านบาท และได้รับเงินสนับสนุนจากภาครัฐถึง 106 ล้านบาท
รมว.พลังงาน เป็นประธานในพิธีมอบฉลากประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง
นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีมอบฉลากประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูงให้แก่ผู้ประกอบการ 98 ราย รายที่ได้เข้าร่วมโครงการ ณ ห้องเมจิก 2 โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งในปี 2562 นี้ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ได้เดินหน้าโครงการส่งเสริมเครื่องจักรอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูงและวัสดุเพื่อการอนุรักษ์พลังงานโดยการติดฉลาก โดยมีผู้เข้าร่วมโครงการ 104 ราย ที่ได้ติดฉลากประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูงใน 19 ผลิตภัณฑ์ รวม 5.3 ล้านใบ ครอบคลุมอุปกรณ์ที่ใช้งานทั้งในบ้านอยู่อาศัย โรงงาน อาคาร รวมถึงอุปกรณ์ทางการเกษตร ซึ่งโครงการนี้สร้างผลประหยัดพลังงานสูงกว่า 135 พันตันน้ำมันดิบ(Ktoe)ต่อปี คิดเป็นมูลค่าผลประหยัดกว่า 4,360 ล้านบาทต่อปี ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 0.65 ล้านตันต่อปี "สินค้าที่ติดฉลาก จะผ่านการรับรองจากกระทรวงพลังงานว่าเป็นสินค้าประหยัดพลังงาน คือใช้พลังงานน้อยกว่าสินค้ารุ่นทั่วไปในตลาด ตั้งแต่ 10 ถึง 30% ขึ้นกับประเภทสินค้า การเลือกใช้อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน จะช่วยลดรายจ่ายค่าพลังงานในระยะยาว ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับนโยบาย Energy For All ในส่วนการดูแลค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของทุกคน อย่างในครัวเรือน" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าว
ปลัดกระทรวงพลังงาน เข้าร่วมงานแสดงนิทรรศการและการประชุม Future Energy Asia 2020
เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เข้าร่วมงานแสดงนิทรรศการและการประชุม Future Energy Asia 2020 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-14 กุมภาพันธ์ 2563 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมนานาชาติไบเทค (BITEC) โดยได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากกระทรวงพลังงาน และความร่วมมือจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) การจัดงานมุ่งหวังสร้างการรับรู้ทั่วโลกเกี่ยวกับความต้องการพลังงานอย่างยั่งยืนที่เพิ่มขึ้น และกลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานของรัฐบาลและผู้ให้บริการด้านพลังงานเพื่อตอบรับกับศักยภาพของเทคโนโลยีพลังงานสะอาดและเศรษฐกิจดิจิทัลที่เชื่อมต่อถึงกัน "ในวาระการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของโลก ประเทศไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ในการเดินหน้าสู่พลังงานแห่งอนาคต การเข้าถึงบริการพลังงานที่ปลอดภัย ราคาสมเหตุสมผล และยั่งยืนถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศของเรา ในขณะที่พลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน และพลังงานที่ไม่ใช่ฟอสซิลนั้น ถือเป็นแนวโน้มการปฏิวัติที่เรากำลังดำเนินการในช่วงยุคเปลี่ยนผ่านนี้ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านพลังงานที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก หนึ่งในนโยบายสำคัญที่กระทรวงพลังงานยึดมั่นและเร่งขับเคลื่อนนั่นก็คือ “Energy for all พลังงานเพื่อทุกคน” ผ่านกลยุทธ์ “Prosumerization” ซึ่งจะสนับสนุนชุมชนและภาคเอกชนในการทำงานร่วมกันเพื่อแบ่งปัน ผลประโยชน์จากการลงทุนในโครงการพลังงานชุมชน ซึ่งสิ่งนี้เองจะช่วยผลักดันความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการเพิ่มขีดความสามารถด้านพลังงานหมุนเวียน และส่งเสริมเทคโนโลยีพลังงานผ่านนโยบาย 4D1E (Decentralization, Digitalization, Decarbonization, Deregulation and Electrification) ผมมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่างาน ฟิวเจอร์ เอนเนอร์ยี่ เอเชีย ในครั้งนี้ จะมอบโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องด้านพลังงานได้พบปะเพื่อปรึกษา หารือและทำงานร่วมกันเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานและนวัฒกรรมใหม่ๆ ให้ก่อเกิดพันธมิตรที่แข็งแกร่งระหว่างภาคธุรกิจและรัฐบาล" ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าว
พพ. เดินหน้า MOU. กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เพิ่มความร่วมมือการออกแบบอาคารอนุรักษ์พลังงาน
วันนี้ (11 ก.พ. 2563) นายยงยุทธ จันทรโรทัย อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เข้าร่วม ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือ การส่งเสริมการออกแบบอาคารเพื่อการ อนุรักษ์พลังงาน ระหว่าง พพ. และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ โดยมีนายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงศ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยผู้บริหารจากสองหน่วยงาน เข้าร่วมงาน นายยงยุทธ กล่าวว่า พพ. ได้เดินหน้ายกร่างแก้ไขกฎหมายเพื่อให้เกิด การบังคับใช้เกณฑ์มาตรฐานอาคาร ด้านพลังงาน หรือ Building Energy Code (BEC) ซึ่งได้ผ่านการพิจารณาจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา แล้ว และอยู่ในขั้นตอนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา เพื่อประกาศบังคับใช้ภายในปี 2563 นี้ พพ. จึงเตรียมความ พร้อมเพื่อรองรับการบังคับใช้ดังกล่าว โดยมีการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และส่งเสริมในเรื่องการออกแบบอาคาร เพื่อการอนุรักษ์พลังงานอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเตรียมความพร้อมบุคลากรที่เกี่ยวข้อง อาทิเช่น ผู้ออกแบบ เจ้าของ อาคาร สถาปนิก วิศวกร ผู้ตรวจรับรองแบบอาคาร เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่มีหน้าที่อนุญาตการก่อสร้าง ฯลฯ ให้มี ความรู้ความเข้าใจพร้อมรับการบังคับใช้ตามกฎหมาย ทั้งนี้ การลงนาม MOU ร่วมกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ในวันนี้ พพ. ได้รับความร่วมมือและการ สนับสนุน จากหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบงานด้านการออกแบบและก่อสร้างอาคารทางการแพทย์และ สาธารณสุข ซึ่งเป็นการแสดงเจตจำนงร่วมกัน เพื่อเร่งส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการออกแบบอาคารอนุรักษ์ พลังงาน และเป็นก้าวสำคัญ ที่จะผลักดันให้เกิดความร่วมมือการอนุรักษ์พลังงานภายในอาคาร ให้กับหน่วยงาน ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ได้ดำเนินการร่วมกันต่อไป สำหรับรายละเอียดความร่วมมือใน MOU ครั้งนี้ พพ. และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ จะร่วมส่งเสริมการออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน สนับสนุนกิจกรรมประชาสัมพันธ์ ให้สู่ผู้บริโภคแต่ละกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ความร่วมมือในการพัฒนาบุคลากรให้มีองค์ความรู้ รวมทั้งส่งเสริมให้ดำเนินการตามกฎกระทรวง กำหนดประเภท ขนาดของอาคาร มาตรฐานหลักเกณฑ์ วิธีการออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน ในอาคารของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ด้านความคืบหน้า การเตรียมพร้อมเพื่อรองรับการบังคับใช้เกณฑ์ BEC ดังกล่าว พพ. ได้ดำเนินการลงนาม MOU ร่วมกับหน่วยงานที่สำคัญ ๆ แล้ว เช่น หน่วยงานเทศบาลท้องถิ่น 9 แห่ง อาทิ เชียงใหม่ นครราชสีมา เมือง พัทยา สภาวิชาชีพ 2 แห่ง บริษัทเอกชน 7 แห่ง อาทิ บ.เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) บ.พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) และมหาวิทยาลัย 11 แห่ง อาทิ ม.เกษตรศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ เป็นต้น พร้อมการให้บริการตรวจประเมินแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน ดำเนินการแล้วทั้งสิ้น 807 แห่ง แบ่งเป็นอาคารภาครัฐ 503 อาคาร และเอกชน 304 อาคาร จัดฝึกอบรมการใช้งานโปรแกรม BEC ให้กับ สถาปนิก วิศวกร และผู้สนใจ 3,200 คน และการฝึกอบรมผู้ตรวจรับรองแบบอาคาร ซึ่งปัจจุบันมีผู้สำเร็จหลักสูตรแล้ว 400 คน ซึ่ง พพ. ได้ตั้งเป้าหมายให้เกิดผู้ตรวจรับรองแบบอาคาร 1,000 คน ในปี 2565
พพ. จัดกิจกรรมเชิงปฏิบัติการในการเขียนข้อเสนอโครงการต่อแหล่งทุนต่างประเทศ
กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน ร่วมกับ สถาบันวิศวกรรมพลังงาน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดกิจกรรม Workshop on Developing International Project and Enhancing Communication & Network Skills
อธิบดีพพ. เปิดโครงการไฟฟ้าพลังน้ำแม่ฮ่องสอน
วันที่ 31 ม.ค. 63 นายยงยุทธ จันทรโรทัย อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานเป็นประธานเปิด โครงการไฟฟ้าพลังน้ำแม่ฮ่องสอน โดยมีการปรับปรุงประสิทธิภาพและเพิ่มกำลังผลิต จากเดิม850 กิโลวัตต์ เพิ่มเป็นขนาดกำลังผลิต 2,005 กิโลวัตต์ เพื่อเพิ่มการใช้ทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเป็นการผลิตพลังงานไฟฟ้าสะอาด ไม่เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนของประเทศ และเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน ลดการสูญเสียในระบบสายส่งไฟฟ้า และเสริมสร้างความมั่นคงในระบบสายส่งของประเทศ และ เกิดการจ้างแรงงานในท้องถิ่นช่วงการก่อสร้างโครงการ ณ โครงการไฟฟ้าพลังน้ำจังหวัดแม่ฮ่องสอน
อธิบดีพพ. ตรวจเยี่ยมโรงไฟฟ้าห้วยแก้ว
30 ม.ค. 63 นายยงยุทธ จันทรโรทัย อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงงาน ตรวจเยี่ยม โรงไฟฟ้าพลังน้ำชุมชน โครงการห้วยแก้ว บ้านห้วยแก้วบนและบ้านห้วยช่างเหล็ก หมู่ที่ 7 ต้าบลผาบ่อง อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำชุมชน โครงการห้วยแก้ว ประกอบด้วยฝายน้ำล้น สูง 2 เมตร ยาว 6 เมตร ชนิด คอนกรีตเสริมเหล็ก ปิดกั้นลำน้ำห้วยแก้ว เพื่อยกระดับน้ำ โดยที่ฝายมีอาคารควบคุมติดตั้งบานประตูควบคุมน้ำ เพื่อผันน้ำเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า และบานระบายตะกอน เพื่อระบายตะกอนหน้าฝาย แล้วส่งน้ำไปตามท่อส่งน้ำ ชนิด พีวีซี ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 40 เซ็นติเมตร ยาว 1,484 เมตร และท่อเหล็กส่งน้ำรับแรงดัน ขนาด เส้นผ่าศูนย์กลาง 40 เซ็นติเมตร ยาว 127 เมตร ความสูงหัวน้ำในการผลิตไฟฟ้า 32.61 เมตร ปริมาณน้ำออกแบบ 150 ลิตรต่อวินาที เข้าสู่อาคารโรงไฟฟ้า ซึ่งติดตั้งเครื่องกังหันน้ำ ชนิด Cross Flow แบบแกนนอน ขนาดกำลัง ผลิตติดตั้ง 34 kW และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าชนิด Synchronous Generator ขนาด 37.5 kVA แรงดัน 380/220 V 3 เฟส 4 สาย และทำการติดตั้งระบบสายส่งแรงสูงขนาด 3.5 kV ความยาวรวม 3.5 กิโลเมตร เพื่อนำเอาพลังงาน ไฟฟ้าที่ผลิตได้ป้อนเข้าสู่ชุมชนผู้ใช้ไฟฟ้าโดยตรง จำนวน 72 ครัวเรือน คือ หมู่บ้านห้วยช่างเหล็ก หมู่บ้านห้วยแก้ว บน และโครงการพัฒนาป่าไม้ตามแนวพระราชดำริ ห้วยช่างเหล็ก ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ไม่มีไฟฟ้าใช้
เทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2563
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงาน "เทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2563” ภายใต้แนวคิด "รักนม รักฟาร์ม สืบสาน รักษา ต่อยอดโคนมอาชีพพระราชทาน” ในการนี้ได้เสด็จทอดพระเนตรนิทรรศการของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เรื่อง "การบริหารจัดการพลังงานในฟาร์มโคนม” โดยมีนายสาร์รัฐ ประกอบชาติ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน รับเสด็จพร้อมถวายรายงาน ณ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2563 โดยงานจะจัดถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563
พพ. นำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมผู้ได้รับรางวัล Thailand Energy Awards และ ASEAN Energy Awards
พพ. นำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมผู้ได้รับรางวัล Thailand Energy Awards และ ASEAN Energy Awards นางสาวนวลจันทร์ เตชะเสริมสุขกูล รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) นำคณะเจ้าหน้าที่ พพ. และสื่อมวลชน เข้าเยี่ยมชมและศึกษาดูงานผลสำเร็จของผู้ได้รับรางวัล Thailand Energy Awards 2019 ประเภทโครงการที่เชื่อมโยงกับระบบสายส่งไฟฟ้า (On-Grid) และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ASEAN Energy Awards 2019 ณ โรงไฟฟ้าชีวมวลทุ่งสังกรีน (TSG ) ของบริษัท ทีพีซี เพาเวอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TPCH ที่ตำบลทุ่งสัง อำเภอทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2563 โรงไฟฟ้าทุ่งสังกรีน (TSG ) เป็นโรงไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) มีกำลังการผลิตติดตั้ง 9.5 เมกะวัตต์ ผลิตกระแสไฟฟ้าป้อนเข้าสู่ระบบของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จำนวน 9.2 เมกะวัตต์ ใช้วัสดุทางการเกษตรเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้าได้หลากหลายชนิด (Multi-Fuel) อาทิ ไม้ยางพารา (ตอไม้ รากไม้ ปลายไม้ และปีกไม้) และกะลา/ทะลายปาล์ม ติดตั้งระบบเครื่องดักจับไฟฟ้าสถิต (ESP) เพื่อดักจับฝุ่นจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงในระบบการผลิต ป้องกันผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต่อชุมชนโดยรอบ อีกทั้งยังสร้างรายได้หมุนเวียนภายในชุมชนมากกว่าปีละ 100 ล้านบาท จากการซื้อขายวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรและการจ้างงานบุคลากรภายในพื้นที่ถึงร้อยละ 93 เป็นการสร้างเศรษฐกิจชุมชนให้มีความเข้มแข็ง สอดรับกับนโยบายของกระทรวงพลังงานที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาพลังงานของประเทศ
มอบวุฒิบัตรแก่ผู้ที่ผ่านการฝึกอบรม “โครงการพัฒนาบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน"
วันนี้ (21 ม.ค. 63) นายวันชัย บรรลือสินธุ์ รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เป็นประธานมอบวุฒิบัตรแก่ผู้ที่ผ่านการฝึกอบรม "โครงการพัฒนาบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(Energy Experts)" โดยมีการจัดฝึกอบรม ระหว่างวันที่ 25 ก.ค. 62 ถึงวันที่ 9 ม.ค. 63 ณ ห้องประชุม อาคาร 2 พพ.
กระทรวงพลังงานจัดกิจกรรมจิตอาสาฯ รร.ทีปังกรฯ (มัธยมวัดหัตถสารเกษตร) ครู-นักเรียนสร้างเครือข่ายประหยัดพลังงานสู่ครอบครัว-ชุมชน
นายสมบูรณ์ หน่อแก้ว รองปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานเปิดงาน "จิตอาสาพลังงาน เราทำความดีด้วยหัวใจ” ณ โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (มัธยมวัดหัตถสารเกษตร) ในพระราชูปถัมภ์ฯ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2563 ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษกฯ ภายใต้โครงการส่งเสริมและสนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานในโรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ในพระราชูปถัมภ์ฯ ซึ่งกระทรวงพลังงานร่วมกับกลุ่มโรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ในพระราชูปถัมภ์ฯ 6 แห่งจัดกิจกรรมดังกล่าว โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนโรงเรียน ครู และนักเรียน เรียนรู้เรื่องการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดพลังงาน และเป็นเครือข่ายพลังงานขยายผลสู่ครอบครัวและชุมชนต่อไป
กิจกรรมเชื่อมความสัมพันธ์ครบรอบ 67 ปี พพ.
นายยงยุทธ จันทรโรทัย อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เป็นประธานเปิดกิจกรรมเชื่อมความสัมพันธ์ครบรอบ 67 ปี พพ. ภายในงานมีการแข่งกีฬามหาสนุก ซึ่งแบ่งเป็น 3 สี คือสีชมพู สีเขียว และสีฟ้า โดยมีเจ้าหน้าที่พพ. ร่วมแข่งขัน และเป็นกองเชียร์อย่างคับคั่ง ณ บริเวณรอบเสาธง กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2563
กิจกรรมวันสถาปนาครบรอบ 67 ปี พพ.
นายยงยุทธ จันทรโรทัย อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน นำผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพลังงานและคณะเจ้าหน้าที่ พพ. สักการะพ่อปู่สิงห์สุระชัยยะเทวะ และร่วมทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 36 รูป ณ บริเวณรอบลานเสาธง หลังจากนั้นร่วมถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์จำนวน 9 รูป ณ อาคาร 2 เนื่องในงานวันคล้ายวันสถาปนา พพ. ครบรอบ 67 ปี เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2563
รมว. พลังงาน นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงาน ทำบุญตักบาตรรับพรปีใหม่ 2563
นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงาน และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพลังงาน ร่วมทำบุญตักบาตร เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2563 โดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เป็นประธานในพิธีสักการะพระพรหม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงพลังงาน โดยถวายพวงมาลัยสักการะทั้ง 4 ทิศ พร้อมทั้งถวายเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์ จากนั้นจึงได้นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงาน และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพลังงาน ใส่บาตรข้าวสารอาหารแห้งพระสงฆ์ จำนวน 63 รูป ณ บริเวณลานพระพรหม ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ กระทรวงพลังงาน เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2563
รมว. พลังงานชี้ทิศทางพลังงานปี 2563 แจ้งเกิดโรงไฟฟ้าชุมชน –เปิดสำรวจปิโตรเลียมรอบใหม่ - มุ่งสู่ฮับ LNG ภูมิภาค
กระทรวงพลังงานภายใต้การนำของ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ สรุปผลงานด้านพลังงานที่เป็นรูปธรรมในช่วงปีที่ผ่านมา พร้อมวางทิศทางพลังงานในปี 2563 คาดผุดโรงไฟฟ้าชุมชนได้ภายในครึ่งปีแรก ปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้เกิดความเป็นธรรม ส่งเสริมการใช้ B10 ทั่วประเทศ พร้อมเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางซื้อขายไฟฟ้าในภูมิภาค และการเป็นฮับ LNG เตรียมซื้อขายได้จริงภายในไตรมาสที่ 3 ปีหน้า เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2562 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แถลงผลการดำเนินงานของกระทรวงพลังงานในช่วงที่ผ่านมาว่า ในช่วงที่ได้เข้ามาทำงานในกระทรวงพลังงานนั้นได้ผลักดันผลงานให้บรรลุเป้าหมายไม่เพียงแต่ด้านพลังงานเท่านั้น แต่ยังมองว่าต้องบรรลุเป้าหมายของประเทศร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพลังงานทั่วถึง มั่นคง สร้างรายได้ให้ประเทศ การสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมและใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ลดภาระค่าครองชีพ ลดความเหลื่อมล้ำ ยกบทบาทไทยเป็นศูนย์กลางด้านพลังงานในภูมิภาค รวมถึงส่งเสริมพลังงานสะอาดและลดมลพิษจากการใช้พลังงาน “เป้าหมายหนึ่งที่เป็นหัวใจในการทำงานของผมและได้ย้ำมาโดยตลอดคือ การสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก เพราะเป็นภาคส่วนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพถ้าเราเข้าไปปลดล็อคหรือส่งเสริมให้ตรงจุด และที่สำคัญคนกลุ่มนี้จะสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนให้เศรษฐกิจของประเทศ แม้ว่าจะมีความผันผวนจากภายนอกเกิดขึ้นก็ตาม” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานกล่าว สำหรับผลการดำเนินการในปีที่ผ่านมาที่เป็นรูปธรรมได้แก่ -การส่งเสริมให้น้ำมัน B10 เป็นน้ำมันดีเซลเกรดพื้นฐาน ซึ่งช่วยสร้างสมดุลของดีมานด์และซัพพลายของปาล์มน้ำมันให้เกิดขึ้นในระยะยาว โดยช่วงนี้จะเห็นได้ชัดว่า ปาล์มน้ำมันถูกยกระดับราคาอยู่ที่กิโลกรัมละเกือบ 6 บาทแล้ว -โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งเป้าหมายเพื่อประชาชนในท้องถิ่นและเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ โดยมีกลไกของเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมเป็นเครื่องมือหนึ่งมาร่วมพัฒนาทำให้เกิดเป็นรูปธรรม “อาจมีหลายฝ่ายกังวลว่าจะเป็นการเอื้อประโยชน์แก่เอกชนนั้น ขอเน้นย้ำว่ากลไกคัดเลือกต่างๆ ได้มอบนโยบายไว้แล้วว่า ต้องมีความชัดเจน โปร่งใส ไม่เกิดข้อครหาแต่อย่างใด” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานกล่าว -การช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนด้านพลังงาน ซึ่งค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเป็นค่าใช้จ่ายสำคัญของประชาชน จากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของครัวเรือนในประเทศไทยสูงถึงประมาณ 2,280 บาทต่อเดือน ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงพลังงานได้ช่วยลดค่าครองชีพด้านพลังงาน ทั้งการตรึงราคาก๊าซหุงต้มขนาด 15 กิโลกรัมไว้ที่ 363 บาทต่อถัง ช่วยตรึงค่า Ft ช่วง 4 เดือนแรกของปีหน้า และการลดราคาน้ำมันกลุ่มเบนซินและกลุ่มดีเซลลิตรละ 1 บาทเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 26 ธ.ค. 62 - 10 ม.ค.63 เพื่อเป็นการส่งเสริมการเดินทางช่วงปีใหม่ ช่วยลดภาระค่าครองชีพ และเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ที่กระทรวงพลังงานมอบให้ประชาชน -การสร้างบทบาทนำด้านพลังงานในเวทีนานาชาติ โดยปี 2562 ที่ผ่านมาไทยเป็นประธานอาเซียน และเป็นเจ้าภาพหลักในการประชุมขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยไทยมีภูมิศาสตร์เป็นศูนย์กลางอาเซียนสามารถเป็นจุดเชื่อมโยงระบบฟ้าจากตะวันตกไปตะวันออก จากเหนือไปใต้เชื่อมระเบียงเศรษฐกิจ โดยการประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียนที่ผ่านมาเพิ่มกรอบการขายไฟฟ้าจาก สปป.ลาว ผ่านไทยไปยังมาเลเซียขึ้นอีกเป็น 300 เมกะวัตต์ -การสร้างรายได้เข้าสู่ภาครัฐ โดยปีงบประมาณ 2562 จัดเก็บรายได้จากกิจการปิโตรเลียมเข้าสู่ภาครัฐจำนวน 166,332 ล้านบาท ค่าภาคหลวง 45,555 ล้านบาท เงินผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ 1,151 ล้านบาท รายได้จากองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย 12,688 ล้านบาท เป็นต้น ทั้งนี้ ในปี 2563 ที่จะมาถึง กระทรวงพลังงานได้วางทิศทางการดำเนินการด้านพลังงานไว้ 3 ด้านหลักๆ คือ ด้านเศรษฐกิจฐานราก/การช่วยค่าครองชีพประชาชน จะเร่งผลักดันโรงไฟฟ้าชุมชนให้เกิดขึ้นภายในครึ่งปีแรก ขับเคลื่อนโครงการชุมชนผ่านกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน อาทิ สถานีพลังงานชุมชุน และที่เร่งด่วนคือ โครงการสูบน้ำเพื่อการเกษตรเพื่อสู้ภัยแล้ง การปรับโครงสร้างราคาน้ำมันและก๊าซให้มีความเป็นธรรม การส่งเสริมการใช้ B10 ให้กว้างขวาง และบริหารน้ำมันปาล์มดิบในภาคพลังงานอย่างเป็นระบบ ด้านความเข้มแข็งทางพลังงาน จะทบทวนแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว (TIEB) ให้พร้อมเข้าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ภายในไตรมาสแรกของปีหน้า การเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ การผลักดันการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา รวมถึงการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า(EV)และค่าไฟฟ้ารถ EV และรถไฟฟ้าสาธารณะ ด้านบทบาทนำในภูมิภาค โดยกำหนดกรอบเพื่อการเป็นศูนย์กลางซื้อขายไฟฟ้าในภูมิภาค และมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลาง LNG ซึ่งคาดว่าจะสามารถเกิดการซื้อขายได้จริงภายในไตรมาสที่ 3 ของปีหน้า
การจ่ายเงินค่าชดเชยเป็นกรณีพิเศษแก่ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนลำปะทาว จังหวัดชัยภูมิ
นายวันชัย บันลือสินธุ์ รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการจ่ายเงินค่าชดเชยเป็นกรณีพิเศษแก่ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนลำปะทาว จังหวัดชัยภูมิ และพบปะราษฎรจากตำบลเก่าย่าดี ณ อาคารศาลาประชาคม ศาลากลางจังหวัดชัยภูมิ เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2562 ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติหลักการเพื่อจ่ายเงินค่าชดเชยเป็นกรณีพิเศษแก่ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนลำปะทาว จังหวัดชัยภูมิ จำนวน 2 บัญชี รวม 394 ราย ในวงเงิน 177,755,320 บาท เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2562 และได้แต่งตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลการจ่ายเงินค่าชดเชยเป็นกรณีพิเศษแก่ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนลำปะทาว จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิเป็นประธาน มีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและราษฎรในจังหวัดชัยภูมิ ตลอดจนผู้แทนจาก พพ. ร่วมเป็นคณะกรรมการเพื่อกำกับดูแลการจ่ายเงินและจำนวนเงินค่าชดเชยให้ถูกต้องครบถ้วนตามบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ คณะกรรมการฯ ได้มีมติในที่ประชุมกำหนดให้จ่ายเงินครั้งแรกแก่ราษฎรจำนวนทั้งสิ้น 394 ราย ในระหว่างวันที่ 23 – 26 ธันวาคม 2562 เกือบ 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ของโครงการไฟฟ้าพลังน้าลำปะทาว ได้ช่วยสร้างคุณภาพชีวิตของประชาชน เกิดการใช้ประโยชน์จากการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังน้า กว่าปีละ 18.41 ล้านหน่วย ช่วยประหยัดเงินจากการนำเข้าพลังงานปีละ 25 ล้านบาท เกิดผลประโยชน์ด้านชลประทาน ที่สามารถส่งน้ำเพื่อการเกษตรกว่า 27,000 ไร่ ให้ชาวชัยภูมิ และพืนที่ใกล้เคียง ได้ใช้พลังงานสะอาด การบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่ชุมชน
“พพ.” เปิดตัวแอพพลิเคชั่น Smart Building 4.0
กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เเปิดตัวแอพพลิเคชั่น Smart Building 4.0 ยกระดับการบริการติดฉลากแสดงข้อมูลการใช้พลังงานในอาคารผ่านระบบออนไลน์บนมือถือทั้งระบบไอโอเอส และแอนดรอยด์ เอื้อผู้ประกอบการลดต้นทุน เพิ่มขีดการแข่งขัน พร้อมประเดิมมอบฉลากอาคารที่ทดสอบระบบนำร่อง 20 แห่ง เดินหน้าอนุรักษ์พลังงานในอาคารรับเกณฑ์ใหม่ BEC ที่จะมีผลบังคับปี 2563 กับอาคารใหม่และดัดแปลง 9 ประเภทที่มีขนาด 10,000 ตารางเมตรขึ้นไป นายโกมล บัวเกตุ ผู้อำนวยการกองกำกับและอนุรักษ์พลังงาน พพ. เปิดเผยว่า วันนี้ (18 ธันวาคม 2562) พพ. ได้จัดสัมมนาเปิดตัวแอพพลิเคชั่น “สมาร์ท บิลดิ้ง 4.0 (Application Smart Building 4.0”)  ภายใต้โครงการขยายผลติดฉลากแสดงข้อมูลการใช้พลังงานในอาคาร ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัล ออนไลน์ผ่านระบบเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นบนมือถือ (Mobile Application) เพื่อยกระดับการบริการให้สอดรับกับพฤติกรรมของผู้ประกอบการที่ต้องการความรวดเร็วสามารถใช้งานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งจะส่งผลให้มีการพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากร ในการบริหารจัดการอาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุนด้านพลังงานซึ่งเป็นรายจ่ายหลักของอาคาร รวมทั้งเป็นการแสดงข้อมูลการใช้พลังงานของอาคารเพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อ หรือเช่าอาคารต่างๆ ของผู้ใช้อาคาร เพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันเชิงการค้าพร้อมสู่ระดับผู้นำในอาเซียน   “พพ.ได้พัฒนาเครื่องมือเชื่อมต่อแสดงผลข้อมูลผ่านเว็บไซต์ Smart Building 4.0 และระบบโมบายแอพพลิเคชั่น Smart Building 4.0 ผ่านมือถือที่ดาวน์โหลดได้ทั้งระบบไอโอเอส (IOS) และแอนดรอยด์ (Android) ซึ่งจะทำให้ลดขั้นตอนการทำงาน จากเดิมที่ต้องใช้ที่ปรึกษาเข้าประเมินประสิทธิภาพอาคาร ณ สถานประกอบการเป็นการประเมินประสิทธิภาพอาคารด้วยตนเองผ่านระบบเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นบนมือ โดยที่ปรึกษาจะตรวจสอบความถูกต้องและอนุมัติการติดฉลากอาคาร ผ่านระบบออนไลน์ให้ ” นายโกมล กล่าว. สำหรับการดำเนินงานดังกล่าว พพ.ได้มีการทดสอบการใช้งานร่วมกับอาคารธุรกิจที่ได้มอบฉลากแสดงข้อมูลการใช้พลังงานสำหรับอาคารธุรกิจให้แก่อาคารธุรกิจ 20 แห่งซึ่งภายในงานครั้งนี้ พพ.จึงทำพิธีมอบฉลากฯสำหรับอาคาร                20 แห่งดังกล่าวที่เข้าร่วมโครงการฯในรอบปี 2562 ประกอบด้วย ประเภทอาคารธุรกิจโรงแรม, อาคารธุรกิจศูนย์การค้า ,โรงพยาบาล และสถานศึกษา การพัฒนาแอพพลิเคชั่นดังกล่าวเป็นการขยายผลติดฉลากแสดงข้อมูลการใช้พลังงานในอาคาร ปี 62 ภายใต้แผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี พ.ศ. 2558-2579 ที่กระทรวงพลังงาน ได้กำหนดมาตรการใช้เกณฑ์มาตรฐานอาคาร เพื่อกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมายอนุรักษ์พลังงาน (มาตรฐาน BEC) กับอาคารสร้างใหม่หรือดัดแปลง ที่มีขนาดใหญ่และส่งเสริมอาคารเก่าให้มีการบริหารจัดการพลังงานให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งจากการดำเนินงานในช่วงปี 60-61 ที่ผ่านมานั้น ใช้กระบวนการส่งที่ปรึกษาเข้าประเมินประสิทธิภาพอาคาร ณ สถานประกอบการ และสรุปผลการประเมินโดยใช้ที่ปรึกษามีส่วนร่วมในกระบวนการเป็นสำคัญ ซึ่งมีอาคารที่เข้าร่วมดำเนินงานโครงการทั้งสิ้น 60 แห่ง ทั้งนี้ในปี 2563 พพ.จึงนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์พลังงานที่ จะประกาศใช้มาตรการด้านการออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน หรือ BEC (Building Energy Code) กับอาคารก่อสร้างใหม่หรือดัดแปลง                9 ประเภท ได้แก่ 1. สำนักงาน 2. โรงแรม 3. โรงพยาบาล 4. ศูนย์การค้า 5. โรงมหรสพ 6. สถานบริการ 7. อาคารชุมนุมคน 8. อาคารชุด และ 9. สถานศึกษา ซึ่งนำร่องอาคารที่มีขนาดพื้นที่ตั้งแต่ 10,000 ตารางเมตร (ตร.ม.) ขึ้นไปในปี 2563       ปี 2564 บังคับใช้กับอาคารที่มีขนาดตั้งแต่ 5,000 ตารางเมตรขึ้นไป และในปี 2565 บังคับใช้ กับอาคารที่มีขนาดตั้งแต่ 2,000 ตารางเมตรขึ้นไป
พพ. สนับสนุนผู้ประกอบการ 45 ราย เข้าร่วมโครงการติดตั้งพาราโบลาโดม ปี 2562
นายสุรีย์ จรูญศักดิ์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เป็นประธานในพิธีมอบสัญญาโครงการสนับสนุนการลงทุนติดตั้งใช้งานระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ปี 2562 และพิธีมอบโล่แก่ผู้เข้าร่วมโครงการฯ ปี 2561 ณ ห้องแคทลียา โรงแรมรามาการ์เด้นส์ เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2562 เพื่อให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการได้ทราบถึงกระบวนการติดตั้งระบบฯ ให้ได้มาตรฐานตามแบบ พพ. ภายในระยะเวลาที่กำหนดในสัญญา และแนวทางการเบิกจ่ายงบประมาณสนับสนุนการติดตั้งระบบฯ โดยมีผู้เข้าร่วมโครงการ ปี 2562 จำนวน 45 ราย พร้อมกันนี้ยังได้จัดพิธีมอบโล่แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ ปี 2561 จำนวน 27 ราย เพื่อประกาศเกียรติคุณ และสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ที่ได้รับการสนับสนุนการลงทุนติดตั้งใช้งานระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ กับ พพ. ต่อไป

หน้า : [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 ถัดไป>>

กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน เลขที่ 17 ถนนพระรามที่ 1 เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330
ติดต่อสอบถาม : Tel. 0-2223-0021-9 , 0-2223-2593-5 , 0-2222-4102-9 | Fax. 0-2225-3785 | Email : webmaster@dede.go.th
สงวนลิขสิทธิ์ © พ.ศ.2557 ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537